Economy

  • กบง.ตั้งอธิบดีกรมการค้าภายในพิจารณาค่าการกลั่น
    กบง.ตั้งอธิบดีกรมการค้าภายในพิจารณาค่าการกลั่น

    กบง.ตั้งอธิบดีกรมการค้าภายในพิจารณาค่าการกลั่น

    กรุงเทพฯ 1 มิ.ย.- กบง.ตั้ง อธิบดีกรมการค้าภายใน พิจารณาค่าการกลั่น หลังหลายฝ่ายวิจารณ์สูงเกินไปซ้ำเติมประชาชน จับตาดูจะขยับราคาแอลพีจีต่อหรือไม่หลัง เม.ย.-มิ.ย.ขยับขึ้นครบ 3 บาท/กก.แล้ว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (1 มิ.ย. )หลายสินค้าทยอยปรับขึ้นราคาอีก หลังราคาพลังงานขยับขึ้นโดย หมูทอดชื่อดัง “เจ๊จง” ขยับขึ้น เมนูละ 2 บาท เช่น ข้าวกล่องขยับเป็น 39 บาท โดยทางร้านระบุต้องขอโทษลูกค้า เพราะตอนนี้ทุกอย่างขึ้นราคามาก

    ในขณะที่ ราคาแอลพีจีหรือก๊าซหุงต้มขยับ อีก 1 บาท/ กก. ถังขนาด 15 กก.จะขยับเป็น 363 บาท/ถัง 15 กก. เป็นไปตามมติ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานหรือ กบง. 18 มี.ค.65 ที่ให้ทยอยปรับราคา กิโลกรัมละ 1 บาท/เดือนเป็นเวลา 3 เดือน(เม.ย.-มิ.ย.65) ขึ้นราคารวม 45 บาท/ถัง 15 กก. ขึ้นจาก 318 บาท/ถัง เป็น 363 บาท/ถัง

     

    สาเหตุที่ขยับขึ้นก็ลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระอุดหนุนทั้งแอลพีจีและน้ำมันดีเซล

    รวมแล้วติดลบกว่า 8.1 หมื่นล้านบาทและคาดว่าต้นสัปดาห์เงินกองทุนน้ำมันฯจะติดลบกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท ทำลายสถิติการติดลบสูงสุด ที่รัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตรที่เข้ามาทำงานเมื่อปี 2544 ที่ทำให้กองทุนฯสมัยนั้น ติดลบ 82,988 ล้านบาท มีการอุดหนุนทั้งราคาแอลพีจีและน้ำมันดีเซลเช่นกัน โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯสมัยนั้นต้องกู้เงินมีการออกพันธบัตรมาแก้ปัญหา ส่วนในปัจจุบันกองทุนฯก็อยู่ระหว่างการเจรจากู้เงินเสริมสภาพคล่อง

    “แม้ราคาแอลพีจีต่อถังจะขยับมาอยู่ที่ 363 บาท/ถัง 15 กก. แต่ขณะนี้ต้นทุนที่แท้จริงขณะนี้อยู่ที่ 451 บาท/ถัง ภาระกองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มอีกกว่า 2 พันล้านบาท/เดือน และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก็จะหมดลงในสิ้นเดือนนี้ ในขณะนี้รอนโยบายภาครัฐจะออกมาดูแลต่ออย่างไร หรือจะขยับราคาต่อหรือไม่ ส่วนกรณีค่าการกลั่น ที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบล่าสุด คณะกรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เป็นประธาน แต่งตั้งอนุกรรมการฯ มีนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน ศึกษาเรื่องนี้” รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานระบุ

    สำหรับการช่วยเหลือผู้ใช้แอลพีจีที่ผ่านมาได้เน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยช่วยเป็นเวลา 3 เดือน (1 เมษายน ถึง30 มิถุนายน 2565 ) ประกอบไปด้วย

    – ภาครัฐเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน เพิ่มเงินจากเดิม 45 บาทเพิ่มอีก 55 บาท เป็น 100 บาท/เดือน ระยะเวลา 3 เดือน

    – บมจ.ปตท.ให้ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 5,500 คน ระยะเวลา 3 เดือน

    สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2565 ติดลบ 81,395 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 45,968 ล้านบาท บัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 35,427 ล้านบาท

    นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สหพันธ์ฯ ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ให้ทบทวนค่าการกลั่นน้ำมันของกลุ่มโรงกลั่นให้เหมาะสม เพราะขณะนี้ได้รับอัตราสูงมาก กระทบต่อผู้บริโภค โดยค่าการกลั่น (GRM) จาก 1.35 บาท/ลิตรในเดือนม.ค.2565 มาอยู่ที่ 5.15 ในเดือนเม.ย. และเป็น5.82 บาท/ลิตรในเดือนพ.ค. ในขณะเดียวกัน จากราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาท/ลิตร ก็มีผลต่อต้นทุน3%ในทุกๆ 1 บาท/ลิตรที่เพิ่มขึ้น จึงแจ้งขยับค่าขนส่งแล้ว และมีผู้ประกอบการขนส่งบางราย ทยอยปรับขึ้น 10-15%

    ส่วนในการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปี 2566 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านอภิปรายเรื่อง ราคาพลังงาน ราคาสินค้า ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนกุลชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 1 บาท และราคาก๊าซหุงต้มอีก กก. ละ 1 บาท เช่นกัน เป็นถัง 15 กก. ราคา 363 บาท ได้เพิ่มภาระให้กับประชาชน และจะยิ่งเพิ่มภาระเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เข้าใจดีว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นสูงและราคาน้ำมันได้พุ่งทะลุ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว แต่รัฐบาลควรที่จะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้ลดลงมาก่อน เช่น ควรปรับราคาหน้าโรงกลั่นให้เท่าราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ยกเลิกการผสมน้ำมันปาล์มที่มีราคาพุ่งสูงมากในไบโอดีเซล.-สำนักข่าวไทย

    ขอบคุณแหล่งที่มา : tna.mcot.net